วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บทวิเคราะห์ โครงการรณรงค์ราดน้ำแข็ง เป็นที่มาของการสิ้นเปลืองทรัพยากรน้ำหรือไม่?


"Ice Bucket Challenge"โครงการรณรงค์เพื่อการกุศลของสมาคมเพื่อโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง( ALS Association) ด้วยการราดน้ำแข็งและท้าทายผู้อื่น นำมาซึ่งคำถามที่ว่า เรากำลังสูญเสียทรัพยากรน้ำอยู่หรือไม่?

กำลังเป็นที่ฮือฮาอยู่ในขณะที่สำหรับโครงการรณรงค์เพื่อการกุศลของเหล่าคนดัง ในการราดน้ำแข็งชุ่มฉ่ำพร้อมกับท้าทายผองเพื่อน แต่ก็มีมุมมองของผู้ที่สงสัยออกมาว่าการใช้น้ำเพื่อการณรงค์นี้จะเป็นการสูญเสียทรัพยากรน้ำเกินไปหรือไม่ 

โดยโครงการนี้เรียกได้ว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมากในระดมทุนได้กว่า 22.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ได้ 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ถือเป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่มาก 

“Umbra Fisk”  บริษัทเพื่อการวิจัยและให้คำแนะนำการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงได้ออกมาไขข้อสงสัยในโครงการที่อาจมีเสียงคัดค้านในวิธีการเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้พิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น
 
แล้วอะไรเป็นตัวชี้วัดการสูญเสีย ในเมื่อมันอาจเป็นการคาดเดาได้ยากในปริมาณที่แต่ละคนใช้รวมกันทั้งหมด ทาง “Umbra Fisk” เลยคาดเดาปริมาณคร่าวๆ กับค่าเฉลี่ยการใช้ด้วยถังขนาด 5 แกลลอน กับการใช้น้ำในชีวิตประจำวันที่ชาวอเมริกันเฉลี่ยโดยที่ 80-100 แกลลอน ก็ถือเป็นปริมาณที่ไม่ค่อยน่ากังวลนัก อีกทั้งยังมีวิธีประหยัดและการหาแหล่งน้ำจากที่อื่นได้ เช่น การยืนอยู่ในสระว่ายน้ำ เพื่อไม่ให้เป็นการสูญเสีย บ้านเราอาจปรับใช้ด้วยการยืนอยู่บนสนามหญ้าเวลาที่เรารดน้ำ  หรือร่วมโครงการเวลาก่อนเวลาอาบน้ำ หรือง่ายที่สุดคือนำถังมารองเพื่อนำน้ำนั้นกลับมาใช้ใหม่ได้  

ซึ่งการสูญเสียหรือไม่นั้น ปัจจัยขึ้นอยู่กับวิธีการที่ผู้คนนั้นปฏิบัติ และมุมมองของการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม ในขณะที่บางคนอาจเตรียมการมาอย่างดีในการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า แต่บางคนอาจฉุกละหุกกับช่วงเวลาท้าทายที่กระชั้นชิด จะอย่างไรก็ตาม แค่เพียงอย่าลืมตระหนักถึงเป้าหมายของโครงการว่าต้องการณรงค์เพื่อผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในขณะที่โลกอันแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำก็ยังเป็นปัญหาที่สำคัญในหลายพื้นที่ 

ที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=54&cno=6103


วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

งานศิลปะจากขยะ สะท้อนพฤติกรรมการบริโภคที่ก่อให้เกิดของเสียจากมนุษย์


ช่างภาพชาวแคลิฟอร์เนีย กระตุ้นเตือนจิตสำนึกผ่านงานศิลปะที่แสดงให้ถึงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดขยะภายในบ้าน 
“Gregg Segal” ได้ใช้ความพยายามในการตัดต่อภาพครอบครัว ผู้คน ที่ดำรงใช้ชีวิตอยู่บนกองขยะ ที่พวกเขาเป็นผู้สร้างขึ้นในแต่ละสัปดาห์ โดยแยกตามความน่าจะเป็นของคนแต่ละรุ่น แต่ละวัยในการบริโภคสิ่งต่างๆ จนกลายเป็นที่มาของขยะเหลือทิ้ง 

อีกทั้งงานศิลปะจากขยะนี้ ยังแสดงให้เห็นคนในหลายระดับที่สามารถก่อให้เกิดปัญหาขยะได้เท่าเทียมกัน อีกทั้งศิลปินยังกล่าวอีกว่า คนส่วนใหญ่มักใช้จ่ายเพื่อให้ภาพลักษณ์ตนเองนั้นออกมาดูดี แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังคือที่มาของขยะที่ปรนเปรอจนเกินใช้ 


ที่มา www.treehugger.com
   
http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=54&cno=6067







วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ประเทศไทยกับภาวะโลกร้อน


http://glamdring.baac.or.th/2010/View_content.php?ContentID=8148

ประเทศไทยกับภาวะโลกร้อน

        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate  Change) ตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United  Nation  Framework  Convention  on  Climate  Change : UNFCCC) คือ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ของอากาศซึ่งเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม  อันทำให้ส่วนประกอบของบรรยากาศโลกเปลี่ยนแปลงไป  นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติในช่วงเวลาเดียวกัน

        ปรากฏการณ์เรือนกระจก  นับเป็นสาเหตุพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก  โดยที่โลกมีระบบควบคุมอุณหภูมิของสภาพบรรยากาศอยู่แล้ว  โดยรังสีจากดวงอาทิตย์จะแผ่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศและให้ความร้อนแก่โลก  พลังงานบางส่วนทำให้โลกอบอุ่น  ก่อนจะถูกแผ่กลับออกห้วงอวกาศในรูปรังสีอินฟราเรด  โดยในภาวะปกติรังสีอินฟราเรดที่ถูกแผ่ออกไปบางส่วนจะถูกชั้นบรรยากาศของโลกกักเก็บไว้ตามธรรมชาติ  ซึ่งจะช่วยให้อุณหภูมิของโลกอยู่ในระดับพอเหมาะ

        โลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่ชั้นบรรยากาศของโลกกลับหนาขึ้น  เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ที่มนุษย์เป็นผู้ก่อ  เมื่อชั้นบรรยากาศหนาขึ้น  จะกักเก็บรังสีอินฟราเรดซึ่งควรจะหลุดลอดไปสู่ห้วงอวกาศ  ผลที่ตามมา  คืออุณหภูมิของบรรยากาศโลก  และมหาสมุทร  กลับอุ่นขึ้นจนอยู่ในระดับอันตราย

         ภาวะโลกร้อนส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น  โดยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา พ.ศ. 2538  2549 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกได้ตั้งแต่  พ.ศ. 2539  และเกิดเหตุการณ์น้ำแข็งขั้วโลกละลายระดับน้ำทะเลสูงขึ้น  รวมทั้งเกิดภัยธรรมชาติรุนแรงจากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปทั่วโลก  เช่น  เฮอริเคน  ไต้ฝุ่น  โคลนถล่ม  ภัยแล้ง  และน้ำท่วม  ในทั่วภูมิภาคเอเชียและอเมริกากลาง  ในขณะที่ทวีปยุโรปต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวของกลไกธรรมชาติของโลกที่นับวันจะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

        จากสถานการณ์โลกร้อน  จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของมนุษย์ในหลายด้าน (IPCC, 2002)  คือ

1)  ผลกระทบต่อความมั่นคงของแหล่งอาหารและน้ำจืด  ผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพทางการเกษตร  ปศุสัตว์และการประมงลดลง

2) ผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และความหลากหลายทางชีวภาพ  พืชและสัตว์บางชนิดสูญพันธ์  มีผลต่อสมดุลระบบนิเวศน์

3) ผลกระทบต่อการอพยพถิ่นฐานของประชาชกรโลกเนื่องจากภัยธรรมชาติ  เช่น  น้ำท่วม  ความแห้งแล้ง  และความขัดแย้งจากการขาดแคลนอาหารเพื่อแย่งหาแหล่งน้ำและพื้นที่ทำกิน

4) ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย  การแพร่ระบาดของโรคต่าง ๆ เจ็บป่วยจากอุณหภูมิสูง และเครียดจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจและสังคม และภัยธรรมชาติที่เกิดบ่อย

           ปัจจุบันการรับรู้และทัศนคติของสาธารณชนในความห่วงใยต่อสาเหตุและความสำคัญของปรากฏการณ์โลกร้อนมีมากขึ้น  และการค้นพบทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปรากฏการณ์โลกร้อนที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ชาติต่าง ๆ รวมทั้งชุมชนและองค์การในภูมิภาคต่าง ๆ เริ่มปฏิบัติการเพื่อหยุดการร้อนขึ้นของโลก

            ข้อตกลงอันกับต้นของโลกว่าด้วยการต่อสู้เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกคือ  พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocalซึ่งเป็นกฏหมายระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดพันธกรณีที่จะทำให้การลดก๊าซเรือนกระจกเป็นจริงในทางปฏิบัติมากขึ้นจากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) โดยได้เจรจาต่อรองและตกลงกันเมื่อปี พ.ศ. 2540  ปัจจุบันพิธีสารดังกล่าวครอบคลุมประเทสค่าง ๆ ทั่วโลกมากกว่า  160  ประเทศและรวมปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า  65 % ของทั้งโลก

            หลักการสำคัญของพิธีสารฯ ใช้หลักการรับผิดชอบโดยแบ่งกลุ่มประเทศตามระดับแตกต่างกันทั้งจากปัจจัยเกี่ยวกับฐานะทางเศรษฐกิจ  และสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกล่าวคือ

            ประเทศอุตสาหกรรมต้องเป็นผู้นำในการต่อสู้กับปัญหา  และประเทศกำลังพัฒนาดำเนินการตามกำลังและความสามารถ  นโยบายและข้อตกลงในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก คือให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว (43 ประเทศ)  มีพันธกรณีที่ต้องลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามอนุสัญญาฯ  ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ (เช่นASEAN  จีน อินเดีย)  ไม่มีพันธกรณีในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ทำให้สหรัฐฯ ใช้อ้างเป็นเหตุผลที่ยังไม่ยอมให้สัตยาบันในพิธีสารดังกล่าว  ทั้งที่สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก (IPCC.2002)

            สหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเพราะยังมีการยกเว้นให้ประเทศอื่น ๆ ในโลกมากกว่าร้อยละ 80 ของประเทศที่ลงนามทั้งหมด  รวมทั้งประเทศที่เป็นศูนย์รวมประชากรที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ  จีน  และอินเดีย  อย่างไรก็ดี  ยังมีรัฐและรัฐบาลท้องถิ่นจำนวนมากในสหรัฐฯ ที่ริเริ่มโครงการรณรงค์วางแนวปฏิบัติของตนเองให้เป็นไปตามพิธีสารเกียวโตตัวอย่างเช่น  การริเริ่มก๊าซเรือนกระจกภูมิภาค  ซึ่งเป็นโปรแกรมการหยุดและซื้อเครดิตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับรัฐ

           นอกจากนี้  ประเด็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนำไปสู่การอภิปรายเกี่ยวกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาใหม่ (nowly developed economies) อย่างประเทศจีนและอินเดีย  ว่าควรบังคับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าใด  โดยมีการคาดกันว่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์รวมของประเทศจีนจะสูงกว่าอัตราการปล่อยของสหรัฐฯ ภายในไม่กี่ปีข้างหน้านี้

           สถานการณ์ภาวะโลกร้อน  ทำให้เกิดความแปรปรวนของภูมิอากาศ  ฤดูกาล  และปริมาณน้ำฝน  ล้วนมีผลกระทบต่อประเทสไทยไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ ในโลก  โดยสังเกตุได้จากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีทั้งภัยแล้ง  พายุ  และน้ำท่วม  ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เห็นได้ชัดเจนในระยะสั้นแก่ประเทศไทยได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมาก  โดยผลกระทบดังกล่าว  อาจส่งผลต่อสถานะของไทยในการเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรอันดับต้นของโลก  รวมถึงการส่งเสริมยุทธศาสตร์การค้าครัวไทยสู่ครัวโลก

            โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย  ได้แก่  ข้าว  เนื่องจากมีรายงานการวิจัยจากสถาบันข้าวนานาชาติในประเทศจีนพบว่า  อุณหภูมิที่สูงขึ้นในนาข้าวมีผลต่อละอองเรณูซึ่งอ่อนไหวต่ออุณหภูมิอย่างมาก  ทำให้ผสมไม่ติดข้าว  โดยในรวงข้าวไม่มีเมล็ด  จากผลรายงานดังกล่าวย่อมมีผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกข้าวของไทยในอนาคต  หากปัญหาโลกร้อนทวีความรุนแรงมากขึ้น

            ประเทศไทยได้ร่วมลงนามและให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี พ.ศ. 2542  และเดือนสิงหาคม  ปี พ.ศ. 2545  ตามลำดับ  พิธีสารดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่  16  กุมภาพันธ์  แม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาตามบัญชีประเทศของอนุสัญญาฯ ที่ไม่มีพันธกรณีในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก  แต่มีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean  Development  Mechanism : CDM) ตามพิธีสาร ฯ ได้  ทั้งนี้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ได้เริ่มวางแผนการดำเนินงานตามพิธีสาร ฯ ในการทำ  CDM  เพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากโครงการนี้ในหลายด้าน  เช่น  ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับประเทศ  มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่สะอาด  และถ่ายทอดเทคโนโลยี  และความรู้ด้านการจัดการ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกให้แพร่หลายในประเทศ  เป็นต้น

             จากการศึกษาสถานการณ์ภาวะโลกร้อนข้างต้น  แม้จะเป็นภัยคุกคามต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ  แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทยอาจสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนในด้านต่าง ๆ จากภาวะโลกร้อนได้  โดยจะเชื่อมโยงโอกาสดังกล่าวตามการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์  ดังนี้

การผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาด

        สร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ โดยพัฒนาสินค้า/เทคโนโลยีที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจก  หรือสินค้าที่กระบวนการผลิตมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณน้อยลง  โดยครอบคลุมสินค้าตั้งแต่ของใช้สอยประจำวัน  จนถึงภาคอุตสาหกรรมและภาคอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งภาคบริการที่เน้นกิจกรรมช่วยลดภาวะโลกร้อน เป็นต้น

        เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยต่อการค้าระหว่างประเทศในอนาคตที่อาจมีการพัฒนาเงื่อนไขของการกีดกันการค้าที่เข้มงวดมากขึ้นในด้านสิ่งแวดล้อม  โดยเฉพาะมาตรการป้องกันภาวะโลกร้อน  โดยอาจระบุสินค้าที่จะนำเข้าประเทศนั้น  ในกระบวนการผลิตต้องไม่มส่วนในการทำลายชั้นบรรยากาศ  หากผู้ประกอบการในประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานเหล่านี้  อาจสูญเสียโอกาสทางการตลาดของโลกได้

มุ่งพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร

            สร้างเกราะป้องกันแก่สินค้าเกษตรไทยจากภาวะโลกร้อน  โดยประสานหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง  ให้ตระหนักต่อผลกระทบของโลกร้อนต่อผลผลิตทางการเกษตรเพื่อกระตุ้นให้มีการวิจัยด้านการพัฒนาพันธุ์พืชเศรษฐกิจของไทยมากขึ้น  โดยเฉพาะพันธุ์ข้าว  ให้มีความทนต่ออุณหภูมิสูง  แต่ยังให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ  เพื่อประเทศไทยจะมีผลผลิตทางการเกษตรสนองตอบต่อความต้องการของตลาดในประเทศ  และสามารถรักษาตลาดส่งออกสินค้าเกษตร  แม้จะมีการแปรปรวนทางสภาพอากาศมากขึ้นในอนาคต

           ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศมีอิทธิพลต่อผลผลิตทางการเกษตร  การติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศคู่แข่งทางด้านสินค้าเกษตร  ควบคู่ตัวเลขชี้นำทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ช่วยให้สามารถประเมินสถานการณ์อุปสงค์อุปทานของสินค้าเกษตรในตลาดโลก  และกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น

เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากโครงการ กลไกการพัฒนาที่สะอาด

        การใช้ประโยชน์จากโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด  (Clean  Development  Mechanism: CDM)  ตามพิธีสารเกียวโต  ซึ่งเป็นกลไกตามข้อตกลงเกียวโตที่ให้ประเทศพัฒนาแล้วสามารถดำเนินการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา  และนำปริมาณก๊าซฯ ที่ลดได้ไปคำนวณเป็นเครดิตของประเทศตนเองเพื่อบรรลุเป้าหมายตามพันธกรณี  ซึ่งประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับประโยชน์ด้านการลงทุน  เช่น  เทคโนโลยีพลังงานที่สะอาด  การถ่ายทอดเทคโนโลยี  การจ้างงาน  และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

http://www.baanjomyut.com/library/global_warming/thai_global_warming.html

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แล้งจัด!สันดอนทรายโผล่กลางเจ้าพระยา 1 กม. ลงไปเดินเล่นได้

  วันที่ 30 กรกฎาคม นายประกอบ ทองสีสังข์ กำนัน ต.สามโคก อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า เกิดเหตุปรากฎการณ์ น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาแห้งขอดมีสันดอนทรายโผล่เป็นเกาะลอยขึ้นกลางแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นหย่อมๆ ระยะทางยาวประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถลงไปเดินเล่นได้ ในเขต หมู่ 3 ต.สามโคก อ.สามโคก ระหว่างวัดแจ้ง-วัดสิงห์ 
   ทำให้เรือลากจูง และการเดินเรือน้ำลึกทุกชนิด ต้องหลีกเลี่ยง คุ้งน้ำ ดังกล่าว ไปยังฟากฝั่ง ต.บ้านงิ้ว จะเป็นเฉพาะช่วง ฤดูแล้ง หากมีฝนตกชุกเกาะลอยก็จะจมหายไป แต่ก่อนหน้า มีนายทุนทำการขุดและดูดทราย บริเวณเหนือขึ้นไปทาง อ.สามโคก คาดว่าส่งผลให้ ร่องน้ำเปลี่ยนทิศ พัดพาเอาเศษซากรวมทั้งตะกอนดินทราย มาทับถมบริเวณดังกล่าว ภายหลัง ทางราชการได้สั่งให้ระงับนายทุนเจ้าของเรือดูดทรายทางด้านนายอเนก สมบุญ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสามโคก กล่าวว่า สันดอนทรายบริเวณ ดังกล่าวเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว ในฤดูแล้ง สังเกตดูว่า ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเดินเรือ ก็ยังประกอบอาชีพเป็นปกติ คุ้นเคยกับร่องน้ำ เพราะช่วงความกว้างของคุ้งน้ำแม่เจ้าพระยา บริเวณหมู่ 3 มากกว่า 1,000 เมตร การเดินเรือจึงไม่เดือดร้อน หากจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือจะพัฒนาทำประโยชน์อื่น อยู่ระหว่างศึกษาและปรึกษากรมเจ้าท่า  หาข้อมูลว่าจะส่งผลกระทบส่วนอื่นหรือไม่ 



ที่มา:http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=54&cno=6026